รอบที่แล้วได้ Editor's Pick มาอย่างงงๆกับเอนทรี
ขอบคุณคนเลือกขึ้นมา (ไม่รู้จะแท็กใคร...) ทำให้บล็อกนี้มีโอกาสออกสู่สายตาคนมากขึ้น เฮ...
ตอนเห็นโนติฟิเคชั่นนี่ตื่นเต้นมาก ฮา...
 
SneakpeekJapan คือบันทึกการแอบดูญี่ปุ่น ไม่ใช่เพียงหนึ่งหรือสองอาทิตย์ ไม่ใช่แค่ระยะฮันนีมูนพีเรียดของนักท่องเที่ยวที่เห็นว่าอะไรๆก็ดีไปเสียหมด จากมุมมองของคนที่ต้องมาใช้ชีวิตอยู่ในแดนอาทิตย์อุทัย
เมื่ออาหารไม่ใช่ปลาดิบหรูหรา...
เมื่อที่นอนไม่ใช่โรงแรมห้าดาว...
เมื่อที่เที่ยวไม่ใช่โตเกียว เกียวโต นารา หรือสถานที่ที่เป็นจุดขายของนักท่องเที่ยว...
"แอบดูญี่ปุ่น" คือมุมหนึ่งของเรื่องราวเหล่านี้
ตามอ่าน SneakpeekJapan เอนทรี่อื่นๆได้ที่
 
จบการโฆษณาแต่เพียงเท่านี้...
 
-1-
อาทิตย์นี้คงต้องงดซีรีส์ SneakpeekJapan ไปก่อน เพราะมีเรื่องอื่นที่อยากเขียนและคิดว่าเป็นเรื่องสำคัญ
โดยเฉพาะในวาระที่กรุงเทพฯกำลัง(พยายาม)จะเป็น "เมืองหนังสือโลก"
 
เมื่อไม่กี่วันก่อน มีเรื่องเกี่ยวกับสปอตโฆษณา "กรุงเทพเมืองหนังสือโลก" ที่ถูกโต้แย้งจากคนในวงการหนังสือทั้งนักเขียน บรรณาธิการ ไปจนถึงคนอ่านหนังสือทั่วๆไปบางคน
 
"เสียงวิจารณ์จาก ปราบดา หยุ่น นักเขียนรางวัลซีไรท์ชื่อดัง ที่ออกมาแสดงมุมมองของตน ต่อโฆษณากรุงเทพเมืองหนังสือ ด้วยว่าโฆษณาดังกล่าวเป็นการหลอกลวงผู้รับสาร ดังนี้

โฆษณา ชิ้นนี้ไม่ได้สื่อว่าการอ่านหนังสือทำให้คนฉลาด แต่บอกว่าแค่ถือหนังสือทำท่าว่าอ่านคนอื่นก็จะคิดว่าคุณเป็นคนน่าเคารพแล้ว พูดอีกอย่างคือจงสร้างภาพด้วยการอ่านหนังสือ เหมาะมากกับ “เมืองตอแหลโลก” "
 
 


นี่คือโฆษณาที่ว่าไป
 
ในมุมมองของคนอ่านหนังสือ...ที่อาจเรียกได้ว่ารัก และไม่เชี่ยวชาญด้านโฆษณา
เออ...เสียดายค่าโฆษณาแฮะ
 
โฆษณาแนวนี้เหมือนจะเห็นบ่อยเกินไปแล้ว มุกฝืดๆ คอนเซปต์ตื้นเขินที่...ถือหนังสือแล้วทำให้ดูฉลาดขึ้น
ไม่ทราบว่าจะทำให้คนอ่านหนังสือมากขึ้นอย่างไร ในเมื่อคนทำโฆษณาที่ว่า ไม่น่าจะเป็นคนที่อ่านหนังสือ
 
ดูเสร็จก็ถามตัวเองว่า ถ้าเป็นเรา จะทำโฆษณายังไง? (เป็นความตั้งใจว่าด่าอย่างเดียวคงไม่ช่วยอะไร)
หลังจากใช้เวลาไปซักพักก็ได้คำตอบว่า เราจะไม่ทำโฆษณา
เพราะเราคิดว่าโฆษณา ไม่ได้ช่วยให้คนที่ไม่เคยแตะหนังสือ อยู่ดีๆลุกขึ้นมา เดินไปร้านหนังสือหรอก
 
 
-2-
เกี่ยวกับการอ่านยังมี "นโยบายแจกคูปองอัจฉริยะ 300 บาท" ให้เด็กยากจนซื้อหนังสืออ่านเองปีละ 3-4 เรื่อง
(ท่าทางจะกลัวน้อยหน้านโยบายขึ้นค่าแรง 300 XD) เพื่อมาแก้ข้อโต้แย้งเรื่องแท็บเล็ตว่าจะทำให้เด็กไม่อ่านหนังสือ
 
เอ่อ...คือหนังสือเดี๋ยวนี้ที่ราคาต่ำกว่าร้อยบาทที่หาได้ยากมากเลยนา ต่อให้หนังสือเด็กก็เถอะ
คือ...ไอเดียที่ให้เด็กได้เลือกหนังสือเองมันก็ดีอยู่หรอก แต่มันมีวิธีที่มีประสิทธิภาพมากกว่านั้น
ลองคิดถึง...ห้องสมุดที่ใส่หนังสือ(ที่คัดสรรมาเป็นอย่างดี ประเด็นนี้จะกล่าวถึงอีกที) ให้เด็กได้อ่านอะไรก็ได้ อ่านกี่เล่มก็ได้ หนังสือหนึ่งเล่ม ไม่ได้อ่านแค่คนเดียว
 
แต่เด็กไม่เข้าห้องสมุดนะ?
 
เรื่องนี้ก็ต้องถามว่าทำไม และทำอย่างไร
ที่คนไม่อยากเข้าห้องสมุด ส่วนหนึ่งเพราะห้องสมุดส่วนใหญ่ บรรยากาศเคร่งขรึม ห้ามน้ำ ห้ามขนม ห้ามส่งเสียง ห้ามคุยกัน ห้ามนอนอ่าน ห้าม ห้าม ห้าม...
เออ ตูไปวิ่งเล่นดีกว่า...
 
(บรรยากาศที่ TK Park ก่อนย้ายไปชั้น 8 Central World)
 
ถ้าทำบรรยากาศห้องสมุดในโรงเรียนให้เป็นมิตรขึ้น แบ่งโซนคุยกับไม่คุย โซนที่กินน้ำกินขนมได้
TK Park ทำมาแล้วและได้ผลดี ผลคือคนก็อยากเข้า และมันก็ไม่ได้เลวร้ายขนาดที่ว่าคนเอาน้ำเข้าไปจะต้องทำน้ำหกทุกคนหรอก
อีกประการหนึ่งคือห้องสมุดในโรงเรียนไกลๆ มีหนังสือน้อย หนังสือไม่เหมาะกับวัย เด็กไม่รู้จะอ่านอะไร
ช่วย"ตั้งใจ"เลือกหนังสือไปให้เถอะนะ
 
-3-
มีความคิดของคุณมกุฎ อรฤดี บรรณาธิการสำนักพิมพ์ผีเสื้อที่เสนอเกี่ยวกับนโยบาย"ไม่สร้างห้องสมุด" ได้อย่างน่าสนใจมาก
 
แนวคิดที่ว่า คือการทำหนังสือหมุนเวียน
ไม่ต้องใช้อาคารห้องสมุด แต่ใช้ร้านเช่าหนังสือที่มีอยู่แล้ว วางหนังสือดีๆเพิ่มเติมเข้าไป
ประหยัดค่าก่อสร้าง จ่ายแต่ค่าหนังสือ คนก็เข้าถึงได้ง่าย (ลองคิดภาพห้องสมุดประชาชนใหญ่ๆหนึ่งจังหวัดมีหนึ่งแห่ง กับร้านเช่าในตึกแถวปากซอยดู)
 
อีกตัวอย่างคือ "ห้องสมุดข้างบันไดที่บางแสน" ไม่มีบรรณารักษ์ ไม่มีค่าปรับ ยืม-คืนด้วยตนเอง รับผิดชอบตัวเอง...และคนอื่น เป็นไอเดียที่น่ารักมาก ผลออกมา ตอนนี้ ยังไม่มีหนังสือหาย
 
เมื่อคุณวางใจคน  คนจะให้ความร่วมมือ
 

 
 
น่าเสียดายที่คนวางนโยบายไม่ได้ฟัง...
 
-4-
"คนไทยอ่านหนังสือปีละแปดบรรทัด"
นอกจากปริมาณการอ่านที่น่าเป็นห่วงแล้ว เรื่องคุณภาพการอ่านก็ยังน่าเป็นห่วงไม่แพ้กัน...บางทีอาจจะมากกว่า 
 
เวลาเข้าร้านหนังสือแล้วเงยหน้าไปมองชั้นหนังสือขายดีนี่บางทีก็รู้สึกจะเป็นลม
นิยายโรมานซ์...ซาตาน พิศวาส เล่ห์ ราคะ อสูร บำเรอ ทาส เอาคำพวกนี้มาจัดกลุ่ม สมมุติ 10 เลือก 3 ก็ได้มาแล้ว 120 เรื่อง
กรรม...สแกน ดีลีท ลบ ล้าง อีดิท โอย...คุณพระ
เฮ่ย...อ่านอย่างนี้กันจริงๆเหรอ? ชาวไทย...
คิดแล้วก็เศร้าใจ เมื่อนึกถึงตอนหาซื้อหนังสืออย่าง "สถาบันสถาปนา" ของไอแซค อาซิมอฟ ที่หายากหาเย็น เพราะไม่ได้พิมพ์ซ้ำ หรือตอนสั่ง "Ender's Game: วาทกะแด่ผู้ล่วงลับ" ที่ตอนนี้ผ่านมาหลายปี ยังเห็นนอนฝุ่นจับอยู่ที่ร้านหนังสือเจ้าประจำ (ตอนร้านสั่ง สั่งมาสองเล่ม เล่มหนึ่งเราซื้อ อีกเล่มหนึ่ง...)
 
จะว่าไป ทางแก้ตรงนี้ก็อาจจะไม่ได้แย่นัก อย่างหนังสือบางเล่มก่อนได้ซีไรต์กับหลังได้รางวัล ยอดขายต่างกันมหาศาล อย่างน้อยก็แปลว่า ถ้ามีตัวบ่งชี้อะไรบางอย่าง คนไทยก็พร้อมจะซื้อหนังสือดี
ถ้ามี...ไม่ต้องถึงขนาดเป็นรางวัลก็ได้ แค่รายการหนังสือแนะนำที่จัดโดยองค์กรเกี่ยวกับการอ่าน แปะสติ๊กเกอร์บนปกให้คนเห็น มันก็น่าจะช่วยชุบชีวิตวรรณกรรมดีๆที่ใกล้สิ้นลมในเมืองไทยได้
ถ้าจะให้ดี อุตส่าห์จัดเรตการ์ตูนแล้ว มาจัดเรตนิยาย แนะนำว่าเรื่องนี้เหมาะกับอายุเท่าไหร่บ้างก็ดี จะได้มีแนวทางสำหรับคนเพิ่งเริ่มอ่านหนังสือ (แค่แนะนำ ไม่ได้แบนห้ามอ่านนะ)
 
เคยคุยกับบรรณารักษ์ที่โรงเรียนเก่าเกี่ยวกับหนังสือนิยายรักวัยรุ่นซึ่งมีผู้ปกครองเด็กมาบริจาคให้ห้องสมุด ตอนแรกผู้บริหารคัดค้านไม่อยากให้มีนิยายประเภทนี้ในโรงเรียน
เราว่า...ให้เด็กอ่านๆไปเถอะ อ่านเรื่องที่เบาๆไปก่อน
เราก็เริ่มอ่านหนังสือจากแฮร์รี่ พอตเตอร์ ไม่ได้เริ่มอ่านสิทธารถะเสียหน่อย (คือตอนนี้ก็ยังไม่ได้อ่านนะ)
เพียงแต่ หลังจากเริ่มอ่านไปซักพักแล้ว ต้องมีคนแนะนำว่าควรจะพัฒนาไปอ่านอะไรอย่างอื่นบ้าง
 
โลกจะได้กว้างๆ
 
Libero
 
 

Comment

Comment:

Tweet

@hham2540 ขอบคุณสำหรับดาวนะ นโยบายศธ. แต่จะว่าไป ห้องสมุดอย่างทีเคปาร์ค มันก็ตั้งอยู่ในกรุงเทพฯกับยะลาแค่สองที่ ถ้ามีอย่างนี้เยอะๆน่าจะดี เอาแค่ปรับปรุงห้องสมุดเดิม ไม่ต้องสร้างใหม่ให้สวยหรูก็ได้ แค่ให้เป็น"ห้องสมุดที่น่าเข้า" บรรณารักษ์ดี บรรยากาศดี ฯลฯ

#7 By libero on 2012-07-15 17:22

/ถวายดาวให้เลยHot! Hot! Hot!
คือเห็นโฆษณาแล้วก็คิดว่า มันแค่ตอแหลจริงๆค่ะ=w=b!
คือมันไม่ได้อ่านจริงจังแบบจริงใจ
มันแค่เฟคๆ หยิบขึ้นมามองๆ
เพื่อต้อนรับ"กรุงเทพเมืองหนังสือโลก"
/โยนหนังสือทิ้งซะเลย ชิ=_=;
ว่าแต่นโยบาย300บาทซื้อหนังสือนี่ยังไม่เห็นแหะ /ไม่ได้ตามข่าวOTZ'
ตลกดีแหะ ใครคิดโครงการอะ เอาไปขึ้นค่าแรงก็มากเกินแล้วนา=_=
ห้องสมุดส่วนตัวเราชอบTK-Parkมาก
สวย ทันสมัย น่าเข้าไปนั่งเล่น อ่านหนังสือดี
แต่ของโรงเรียนนี่สิไม่ไหว-w-;
ปล.ขอบคุณสำหรับคอมเม้นนะคะ>w<

#6 By MuMu2 on 2012-07-09 19:09

@bluewhaleguild เราว่าอย่างน้อยก็ความพยายามดี แต่น่าเสียดายที่อาจจะหลงทาง ที่ผ่านมาเราเลยได้ยินแต่คำพูด แต่ไม่ยักเคยเห็นอะไรเป็นชิ้นเป็นอันซักที
 @blablabla ลิสต์ 100 เล่มเคยเห็นเหมือนกัน แต่มันก็นาน แถมยังกำหนดว่าเป็นคนไทยแต่งเท่านั้นอีก
สำนักพิมพ์เล็กกับร้านหนังสือเล็กก็น่าเป็นห่วง แถมราคาหนังสือตอนนี้ ต่อให้เป็นหนังสือแมสก็ยังแพงเลย sad smile
ขอบคุณที่มาร่วมแบ่งปันความเห็นกัน surprised smile

#5 By libero on 2012-07-09 17:00

จิงๆ หนังสือแนะนำโดยรัฐบาลมันก็เคยมีนะครับ 100 หนังสือดีสำหรับคนไทย
100 หนังสือดีสำหรือเยาวชนก็เคยมี จำไก้ว่าตอนลิสต์100หนังสือดีออกเนี่ย โปรโมทใหญ่โต(มั้ง) มีแปะติั็กเกอร์ เอาหนังสือมารวมๆกัน ซื้อง่ายดี 555

ปัญหาอย่างอาจจะเป็นความหลากหลายในการจัดก็ได้มั้ง คือ วรรณกรรมอมตะอย่าง สี่แผ่นดิน นี่ก็ไม่ต้องเดาว่าเป็นหนังสือดีชัว พอเป็นอย่างงี้ก็กลายเป็นหนังสือที่เป๊นที่รู้จักอยู่แล้วมากลายเป็น ถูกโปรโมทใหม่ พิมพ์ใหม่ 
ราคาดันแพงอีก( ความไม่พอใจส่วนตัว 555 ) 

รู้สึกความคิดเวิ่นเว้อไปไกล อย่ากจะพูดอีกอย่างว่า ถ้ารัฐบาลจะเอาเงินมาให้วงการหนังสือ กรุณาไปช่วยสำนักพิมพ์เล็กๆ กับลดต้นทุนหนังสือหาอ่านยากหน่อยก็ดี 555 หนังสือพอมันขายได้น้อย ราคาก็แพง พอแพงก็ขายไม่ออก T-T

#4 By blablabla (103.7.57.18|126.208.40.216) on 2012-07-09 16:20

ชอบ TK Park มากครับ พาลูกไปบ่อยๆ ส่วนเรื่องเมืองหนังสือโลก เมืองไทยอยากเป็นนั่นเป็นนี่ ดีทรอยท์เอเชีย เมืองแอนิเมชั่น กรุงเทพเมืองแฟชั่น
เอาจริงๆ ผมอยากให้เมืองไทยเป็นเมืองไทยนี่แหละ

#3 By Bluewhale on 2012-07-09 14:12

@velolove เกรงอยู่ว่า"ท่านๆ"ทั้งหลายจะคิดได้แต่แจกเงินซื้อของ สร้างห้องสมุดเมกะโปรเจคท์นี่ล่ะ
พูดถึงเรื่องการอ่านแล้วยังมีความคิดอีกยาว (ไปนั่งคิดมาหนึ่งอาทิตย์) อาจจะมีตอน 2 ต่อ รวบรวมความคิดได้มากพอ
แล้วก็...ขอบคุณสำหรับดาวนะ

#2 By libero on 2012-07-09 12:54

Hot! Hot! Hot! ....จ้างอ่านหนังสือกันไปเลย....ถ้าคิดว่าแก้ปัญหาด้วยเงินได้
surprised smile 'bike cool!'

#1 By tawato on 2012-07-09 12:50