จะมีสักกี่คนได้ไปเห็น(หรืออาจจะไม่)นิกโกอย่างวันที่เราไป
 
เดือนนี้ก็นับว่าขึ้นปีที่สามของการมาอยู่ญี่ปุ่นแล้ว ตั้งแต่ย้ายมาโตเกียวปีที่แล้วก็ไม่มีเรื่องอะไรมาเขียนสักเท่าไหร่ จะว่าเริ่มชิน หายตื่นเต้นกับญี่ปุ่นแล้วก็คงไม่ถูกต้องนัก เพราะยังรู้สึกอ่อนด้อยเบาปัญญาในอีกหลายๆเรื่อง แต่ก็เป็นปีที่ไม่มีความกระตือรือร้นในการออกไปสำรวจเมือง หรือออกไปท่องเที่ยวสักเท่าไหร่ จนมานึกย้อนก็รู้สึกว่าเสียดายเวลาตรงนี้เหมือนกัน
 
แล้วโอกาสก็มาถึงพร้อมกับเพื่อนที่ไม่ได้เจอกันนาน
 
วันหนึ่งเพื่อนส่งเมสเสจมาชวนไปนิกโก เราก็รีบกระโดดคว้าโอกาสนี้อย่างไม่ลังเล ไปเมืองไกลๆเข้าป่าเข้าเขาอย่างนี้ ต่อให้ชอบเที่ยวคนเดียวแค่ไหน มีคนไปด้วยก็รู้สึกปลอดภัยกว่า
 
หลังจากสองชั่วโมงบนรถไฟสายโทบุที่นั่งจากสถานีอาซาคุสะมายังสถานีโทบุนิกโก (ไม่ใช่เจอาร์) ก็ออกมาเจออากาศหนาวประมาณสิบกว่าองศา ความชื้นในอากาศพอที่จะพูดเป็นไอได้ ซึ่งความเป็นคนเมืองร้อนต่อให้อยู่ญี่ปุ่นมาสองปีแล้วก็ยังอดเล่นไม่ได้ พอเข้ามาในตัวสถานีก็เจอร้านขายเบนโตะ ขนม และน้ำดื่มสองสามร้าน ราคาก็แพงตามปกติราคาร้านในสถานี แต่อย่าเพิ่งซื้ออะไรเลย เดินออกไปนอกสถานีจะค้นพบอะไรน่าสนใจกว่านั้น
 
แค่ก้าวแรกที่ออกจากสถานีรถไฟ ก็เจอเมืองในหุบเขาทักทาย และแน่นอนว่ามีร้านค้าเล็กๆตั้งรอดักนักท่องเที่ยว ฟ้าสีเทาอย่างที่กลัว แต่อย่างที่ใครเขาว่า ถ้ามองยอดเขาไม่เห็น ก็หาความงามในสายหมอกให้พบ
(ประโยคเมื่อสักครู่จริงๆไม่ได้ลอกมาจากไหนหรอก แต่มันก็แนวคิดซ้ำๆเดิมๆที่ถ้าใส่ในบล็อกแล้วทำเป็นเรื่องยิ่งใหญ่แล้วจะเขิน)
 
แวะโอ้เอ้อยู่ที่สถานีได้ไม่นานก็ต้องรีบกระโดดขึ้นรถบัสที่มาแค่ประมาณชั่วโมงละคัน เรื่องน่าอายอย่างหนึ่งคือ ตอนที่ซื้อตั๋ว All Nikko Pass พนักงานก็อุตส่าห์อธิบายเส้นทางการเดินรถแต่ละสายให้อย่างละเอียด แต่เอาเข้าจริง ป้ายรถอ่านยากกว่าที่คิด จะมัวยืนอ่านก็กลัวรถจะออกไปต่อหน้าต่อตา เลยทำหน้างงเดินขึ้นไปถามคนขับ ตอนแรกแอบใจเสียเล็กน้อย เพราะคนขับดูเซ็ง แต่พอถามก็ตอบให้อย่างดี (มานึกได้ทีหลังว่า ตอนนั้นเขาอาจจะเซ็งว่า"ต้องพูดอังกฤษ ตอบคำถามเดิมๆที่ถูกถามทุกวันอยู่อีกแล้วเหรอวะ" ซึ่งก็น่าเห็นใจอย่างยิ่ง แต่ไม่มากพอจะเลิกถามคนขับคนต่อๆไป)
 
ปริมาณคนบนรถน้อยพอจะยืนยันว่าวันนี้ไม่ใช่วันที่ควรมานิกโก แต่มาถึงแล้วและหมดไปสี่พันกว่าเยนแล้วก็คงต้องสู้ต่อ
 
จุดหมายแรกอยู่ที่น้ำตกริวซึ หรือ ริวซึโนะทาคิ (竜頭の滝) เนื่องจากพนักงานขายตั๋วแนะนำมา คนหัวอ่อนว่านอนสอนง่าย(และไม่ทำการบ้านหาข้อมูลก่อนเที่ยว)อย่างพวกเราก็เชื่อฟัง
 
ระหว่างทาง บัสต้องขึ้นเขา หักโค้งไม่รู้กี่โค้ง ขณะที่นั่งอยู่ก็นึกเล่นๆว่า NFS หรือ Asphalt หรือเกมตระกูลแข่งรถทั้งหลายสร้างสนามนิกโกขึ้นมาคงโหดไม่ใช่เล่น ตอนนั้นก็เริ่มใกล้เที่ยงแล้ว แต่เพราะขึ้นเขา เราจึงยังเห็นหมอก ซึ่งความจริงแล้วควรพูดว่าเราได้เห็นแต่หมอก ดังนั้นแม้แต่ข้างทางขึ้นเขาที่หักลงไปเป็นเหวก็ไม่น่ากลัวเท่าที่ควรเพราะเห็นแค่หมอก หรืออาจจะน่ากลัวยิ่งขึ้นเพราะปัจจัยแห่งความไม่รู้ก็ไม่แน่ใจ แต่ภัยที่เร้นกายมาคือ อาการวิงเวียน... เป็น 40 นาทีที่มองวิวข้างทางได้ไม่เต็มที่ แต่ก็พอมองเห็นกองอะไรบางอย่างสีขาวเป็นระยะๆ ไม่คิดว่าเดือนเมษายนยังมีหิมะเหลืออยู่ แต่อย่าจินตนาการเมืองหิมะสวยๆ หิมะที่นี่เริ่มละลายแล้ว และหิมะที่ละลายแล้วจะกลายเป็นกองสีขาวเปื้อนๆหน้าตาเศร้าๆ
 
แต่พอขึ้นไปถึงน้ำตกริวซึจริงๆ ก็เหมือนกับเข้าเมืองลับแล หมอกและความหนาวเย็นทั้งหลายเลือนหายไป เปิดให้ฟ้าที่พอมีเมฆปุยๆและอากาศเย็นสบายเข้ามาแทน
 
ทางเข้าเขียนคันจิคนละแบบกับในแผนที่ แต่แปลและอ่านเหมือนกัน
 
เดินตามป้ายเข้าไปก็เจอจุดถ่ายภาพ และร้านขายของที่ระลึกตามธรรมเนียม
 
เกี๊ยะแบบนี้ใส่แล้วเจ็บและเดินยากกว่าที่คิด (เคยใส่กับยูคาตะตอนเทศกาลหน้าร้อน แน่นอนว่าคงไม่บ้าพอจะใส่เดินเขา)
 
บนระเบียงนอกร้านขายของที่ระลึก ก็มีจุดให้แวะชมวิว ถ่ายภาพน้ำตก เนื่องจากเพื่อนๆในทริปล้วนแบกกล้องโปรมา และตั้งขาตั้งกล้องถ่ายกันอย่างจริงจัง เราที่พกมาแค่กล้องที่ไม่ได้ชาร์จแบต ก็ถ่ายมาสามสี่รูป แล้วไปเดินเล่นรอบๆแทน
 
ซึ่งทำให้บังเอิญค้นพบว่าเราพลาดอะไรไป
 
น้ำตกริวซึไม่ได้ชื่อนี้มาอย่างไร้เหตุผล ริวซึ แปลว่า เศียรมังกร ป้ายข้างทางซึ่งอยู่อีกด้านของร้านขายของชี้ไปยังบันไดทางขึ้นไปยังจุดมังกรหมอบ
 
จะด้วยความที่เพิ่งไปดู The Hobbit: The Desolation of Smaug มาเมื่อไม่ถึงเดือน (หนังบางเรื่องจะเข้าญี่ปุ่นช้ากว่าประเทศอื่นเกือบทั้งโลกประมาณสามเดือน หึ) หรือความชอบนิยายแฟนตาซีก็ตาม แต่เราหาหัวมังกรเจอเร็วกว่าเพื่อน
 
ล้อเล่น จริงๆสเมาก์อยู่นี่ แต่มุมเมื่อกี๊ก็สวยดี เสียดายถ้าไม่เอาลง
 
เห็นอย่างนี้แล้วอดคิดไม่ได้จริงๆว่านี่คือสเมาก์หลังจาก...(ตรงนี้มันจะนับว่าสปอยล์มั้ยหว่า แต่หนังสือก็ออกมาตั้งแต่ก่อนเราเกิด...) เห็นแล้วมีความสุขแปลกๆ เหมือนเข้าไปในมิดเดิลเอิร์ธ
 
และด้วยตารางบัส ก็ต้องบอกลาสเมาก์แล้วเดินทางไปยังทะเลสาบจูเซ็นจิ (中禅寺湖)ซึ่งจริงๆขามาน้ำตกริวซึก็พอเห็นแวบหนึ่งแล้ว เราคิดว่าไม่มีอะไรมาก ไม่น่าแวะ ไปหาของกินดีกว่า แต่เพื่อนๆอยากไปถ่ายรูปกัน เนื่องจากเราเป็นกัลยาณมิตรอยู่แล้ว ก็แวะทะเลสาบกัน
 
หมอกกลับมาอีกแล้วและซ่อนภูเขาหลังทะเลสาบไว้เสียมิดชิด กลายเป็นว่าตอนที่ผ่านทะเลสาบไปเฉยๆนั้น ทั้งเห็นทิวเขาและน้ำก็กำลังสะท้อนแสงแดดระยิบระยับ
 
แต่ก็อย่างว่า ใครมานิกโกเวลาที่"ควรมา"ก็คงหาช็อตนั้นได้ไม่ยาก ดังนั้นขอเชิญชมทะเลสาบที่งดงามอย่างสงบเยือกเย็น
 
 
(ตอนถ่ายรูปนี้ต้องเล็งที่วางเท้าบนกองหินดีๆ)
*มีเพื่อนชี้ให้ดูความเจ๋งของมุมนี้ ถ้ามองไปที่กลางรูปจะเห็นฉากประหาร คนหนึ่งคุกเข่า อีกคนถือดาบไว้ในมือขวา (กลับมาดูคอมเมนต์เพื่อนอีกที ปรากฏว่ามองต่างกันเล็กน้อย "ด้านซ้ายมือ เป็นคนใส่ชุดคลุมยาว เดาว่าเป็นผู้ชาย ถือไม่กางเขน ถัดมาขวามือหน่อยเห็นคนนอนล้มแล้วมีคนนึงทับคร่อมอยู่ ด้านขวามือสุดหลังก้อนหินเป็นคน 2 คน คนนึงนั่ง คนนึงยืน กำลังคุยกัน")
 
น่าใช้เป็นฉากในนิยาย เพราะบางทีเราก็เบื่อความงามแบบโปสการ์ดสดใส บางทีเห็นคนอื่นมีความสุขมากๆแล้วก็หงุดหงิดขึ้นมา พอมาเห็นอะไรโศกๆเหงาๆอย่างนี้แล้วกระชุ่มกระชวยดี
 
 
การเดินทางในนิกโกยังไม่จบเพียงแค่นี้ แต่เพื่อไม่ให้เป็นภาระในการโหลดภาพ ขอเชิญติดตาม"หลงเงาหมอก"ภาคสอง และภาคพิเศษ(ที่จริงๆเขียนจบเป็นอย่างแรก) "กินไรดีที่นิกโก" ในสัปดาห์ต่อไป ระหว่างนั้นกลับไปอ่านบันทึกการเดินทางในญี่ปุ่นได้ใน SneakpeekJapan Series
 
ขอให้เดินทางปลอดภัย
Libero
 

Comment

Comment:

Tweet

นิกโกนี่ก็อยากไปอีกช่วงใบไม้เปลี่ยนสี

#2 By fafner on 2014-04-26 08:35

นิกโกนี่ก็อยากไปอีกช่วงใบไม้เปลี่ยนสี

#1 By fafner on 2014-04-26 08:35